หนังสือแปลเกาหลี

Book of the Year “วันนี้ฉันตัดสินใจจะให้เวลากับตัวเอง”

หนังสือ วันนี้ฉันตัดสินใจจะให้เวลากับตัวเอง แปลมาจากหนังสือภาษาเกาหลี “나에게 시간을 주기로 했다” เขียนโดยผู้เขียนที่ใช้นามปากกาว่า 오리여인 แปลเป็นภาษาไทยโดย คุณสุมาลี สูนจันทร์ และจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ We Learn

คลิกดูคลิปวีดีโอสรุปหนังสือ “วันนี้ฉันตัดสินใจจะให้เวลากับตัวเอง” ได้ที่นี่

คำศัพท์ภาษาเกาหลีน่ารู้

  •   너 – เธอ
  •   에게 – แก่, ให้แก่
  •   말 – คำพูด, การพูด

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่อ่านง่าย เพราะผู้เขียนได้เขียนเป็นเรื่องราวสั้น ๆ เหมือนไดอารี่หรือบันทึกประจำวัน แล้วก็มีภาพประกอบน่ารัก ๆ อ่านแล้วเพลิน แต่ก็ได้ข้อคิดที่ชวนให้คิดถึงเรื่องราวชีวิตของตัวเองเช่นกัน

เรื่องที่ 1 แต่ละสิ่ง

 ผู้เขียนเล่าว่ามีรุ่นพี่ที่สนิทกันแวะมาเยี่ยมที่ออฟฟิศ ซึ่งออฟฟิศตั้งอยู่ในย่านแฮบังชนซึ่งอยู่ติดกับภูเขานัมซาน และถ้ามองจากออฟฟิศไปก็จะเห็นภูเขานัมซานด้วย รุ่นพี่ก็เลยบอกว่า “ดีจัง แบบนี้ก็ได้ไปภูเขานัมซานบ่อย ๆ สิ” แต่ผู้เขียนตอบว่าไม่ได้มีโอกาสไปบ่อย ๆ อย่างที่รุ่นพี่คิด รุ่นพี่คนนั้นก็เลยชวนผู้เขียนไปที่ภูเขานัมซานทันที ตอนที่ไปวันนั้นเป็นช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ต้นไม้บางต้นใบก็เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว บางต้นก็เปลี่ยนสีไปแล้วทั้งต้น แต่บางต้นก็ยังมีใบสีเขียวสดเหมือนยังอยู่ในฤดูร้อน ผู้เขียนก็คุยกับรุ่นพี่ว่า “พี่คะ ต้นนั้นได้ที่หนึ่งเลย เพราะแดงที่สุด” แต่รุ่นพี่บอกว่า “ไม่มีต้นไหนเป็นที่หนึ่งหรอก เพราะแต่ละต้นต่างก็มีช่วงเวลาผ่านพ้นฤดูใบไม้ร่วงของตัวเอง”

ถึงแม้ต้นไม้จะขึ้นอยู่ที่เดียวกันหรือเบียดเสียดกันหนาแน่น แต่ก็ไม่มีต้นไหนเหมือนกัน แต่ละต้นจะเปลี่ยนสีของตัวเองเมื่อถึงเวลา บางต้นเปลี่ยนเป็นสีแดง บางต้นเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แล้วก็ร่วงหล่นไปจนบางต้นก็ยืนเป็นต้นไม้ไร้ใบ แต่พอเวลาผ่านไปก็เริ่มแตกใบอ่อน แล้วก็เติบโตต่อไป ตามฤดูกาลที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วง เปลี่ยนเป็นฤดูหนาว และเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ หมุนเวียนผันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา จังหวะชีวิตของคนเราแต่ละคนที่แตกต่างกัน ก็เหมือนกับต้นไม้แต่ละต้นที่มีช่วงเวลาใบไม้เปลี่ยนสีที่แตกต่างกัน หรือแม้แต่เรื่องของจังหวะเวลา ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำบางสิ่งบางอย่าง บางครั้งการกระทำอย่างเดียวกัน แต่ช่วงเวลาต่างกัน ผลลัพธ์ก็อาจจะแตกต่างกันได้

เรื่องที่ 2 การให้เวลา

ผู้เขียนได้เล่าว่าอยากจะปลูกต้นไม้จึงไปที่ย่านทงแดมุนแหล่งรวมพันธุ์ไม้นานาชนิด แล้วก็ได้ซื้อเมล็ดพันธุ์มอร์นิ่งกลอรี่ ยิปโซฟิล่า น้ำเต้าและบวบหอม พอกลับมาถึงบ้านก็นำเมล็ดพันธุ์มาปลูกในกระถาง แล้วก็หมั่นรดน้ำและเฝ้ารอเมล็ดพันธุ์งอกขึ้นมา จนกระทั่งผ่านไปสองเดือนก็มีเพียงยิปโซฟิล่าชนิดเดียวที่งอกขึ้นมา แต่ผ่านไปอีกไม่นานมอนิ่งกลอรี่ก็แตกต้นอ่อนขึ้นมาด้วย พอผู้เขียนไปเจอกับเพื่อนก็เลยเล่าให้เพื่อนฟังว่าในที่สุดเมล็ดพันธุ์ก็งอกขึ้นมาแล้ว เพื่อนก็บอกว่าเมล็ดอะโวคาโดของเธอก็งอกออกมาเป็นต้นอ่อนแล้วเหมือนกันทั้ง ๆ ที่ตอนแรกก็เกือบจะทิ้งอยู่แล้ว แต่จู่ ๆ เมื่อสองสามวันก่อนก็งอกขึ้นมา เรื่องนี้ก็เลยทำให้เห็นว่าเมื่อให้เวลาอย่างเพียงพอ พืชเหล่านั้นก็จะงอกเงยให้เราได้เชยชม แล้วก็คงไม่ใช่เพียงแค่พืชเท่านั้น แต่ตัวเราเองก็เช่นกัน การให้เวลากับแต่ละสิ่งอย่างเพียงพอเป็นเรื่องที่จำเป็นทั้งต่อต้นไม้และต่อตัวเราเอง          

เรื่องที่ 3 ความรู้สึกที่ทำให้ใจหดเล็กลง

ผู้เขียนเล่าว่าตนเองมักจะอ่อนไหวต่อยอดไลก์ในโซเชียลมีเดีย ทุกครั้งหลังจากอัพโหลดภาพหรือบทความก็จะคอยเช็คดูอยู่ตลอดว่ามีคนกดไลก์เท่าไหร่แล้ว เวลาที่มียอดไลก์น้อยก็มักจะคิดว่าผลงานของตนเองยังไม่ดีพอ แต่เวลาที่มียอดไลก์เยอะ ก็จะเริ่มคิดว่าควรพอใจแล้ววาดภาพไปเรื่อย ๆ แบบนี้เหรอ และนอกจากจะอ่อนไหวกับยอดไลก์ของตัวเองแล้ว ก็ยังรู้สึกอ่อนไหวกับยอดไลก์และยอดผู้ติดตามของนักเขียนคนอื่น ๆ อีก เวลาเห็นนักเขียนคนอื่นมียอดไลก์มากกว่า ก็จะรู้สึกว่าตนเองเป็นนักเขียนที่ไร้ความสามารถ แม้แต่ในบัญชีโซเซียลมีเดียส่วนตัว เวลาเห็นเพื่อน ๆ แต่งงาน มีลูก ก็มักจะคิดว่าเหลือแต่ตัวเองที่หงอยเหงาอยู่คนเดียว จนวันหนึ่งก็หยุดใช้โซเชียลมีเดียที่ทำให้ใจตนเองหดเล็กลง ตอนแรกก็รู้สึกโหวงเหวง พอผ่านไปหลายวันก็ปรับตัวได้ พอไม่ได้อัพโหลดภาพหรือข้อความก็ไม่ต้องกังวลกับความคิดเห็นของคนอื่น และเมื่อจำกัดเวลาการใช้โซเชียลมีเดียก็ทำให้จิตใจแข็งแรงขึ้น ตอนนี้ก็เลยได้กดไลก์ให้ผลงานของนักเขียนคนอื่น ๆ อยู่บ่อย ๆ และรู้สึกว่ามีความอบอุ่นเติมเต็มอยู่ในใจ ทำให้หัวใจพองโตขึ้น เมื่อได้มีช่วงเวลาที่หลีกหนีออกจากสายตาของผู้คนบ้าง

เรื่องที่ 4 เติบโตดั่งต้นไม้

ผู้เขียนได้เล่าว่าตนเองมักจะใช้ชีวิตแบบตัวคนเดียว ทำอะไรคนเดียว และตัดสินใจคนเดียวอยู่เสมอ แม้แต่ออกเดินทางท่องเที่ยวก็ไปคนเดียวอยู่เสมอ จนอดคิดไม่ได้ว่าถ้ายังใช้ชีวิตคนเดียวแบบนี้สุดท้ายจะกลายเป็นคนเหงาหรือว้าเหว่รึเปล่า แต่ก็มักจะปลอบใจตัวเองว่าคนเราจะเติบโตขึ้นได้ก็ตอนที่อยู่ลำพังเหมือนกับต้นไม้ที่เติบโตขึ้นพรวดพราดตอนเราเผลอ การย้ายบ้านก็เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ผู้เขียนบอกว่ารู้สึกเหงาที่สุดตอนเก็บข้าวของ แต่การย้ายไปอยู่ที่ใหม่ก็เหมือนกับเมล็ดพันธุ์ที่ปลิวไปกับสายลมและแตกเป็นต้นอ่อนบนพื้นที่อื่น ถึงแม้ว่าจะต้องเผชิญกับสายฝนและลมแรง แต่ผู้เขียนก็บอกว่าเธอจะใช้ชีวิตต่อไปให้เหมือนต้นไม้ แม้จะโยกคลอนสั่นไหวแต่ก็ไม่เคยปล่อยให้กลีบดอกและผลร่วงหล่นอย่างไม่ไยดี

เรื่องที่ 5 เพียงหนึ่งถ้อยคำ

การที่หมู่บ้านกลายเป็นย่านที่มีชื่อเสียงก็มีความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้น ผู้เขียนเล่าว่าย่านแฮบังชนที่เธออาศัยอยู่ก็เช่นกัน เมื่อมีสื่อต่าง ๆ เริ่มกล่าวถึงว่าที่นี่เป็นย่านที่มีเอกลักษณ์ก็มีคนหลั่งไหลเข้ามา แรก ๆ เธอก็เพลิดเพลินกับการมองดูผู้คนที่หลากหลาย แต่วันหนึ่งบ้านหลังติดกันก็เริ่มก่อสร้าง เสียงทุบคอนกรีตและเสียงรบกวนจากการก่อสร้างก็สร้างความรำคาญแต่เธอ แต่แล้วคนข้างบ้านก็พยายามถามหาเบอร์โทรศัพท์ของเธอจากคนแถวนั้นแต่ก็หาไม่ได้ จนกระทั่งมีคนบอกที่อยู่ออฟฟิศของเธอ คนข้างบ้านทั้งสามีและภรรยาก็เลยตามมาหาเธอถึงออฟฟิศเพื่อมากล่าวขอโทษอย่างจริงใจกับเสียงรบกวนที่เกิดขึ้น แล้วบอกว่ากำลังจะทำธุรกิจร้านอาหารและอยากจะเลี้ยงอาหารที่ร้านสักมื้อ ผู้เขียนก็ได้พรั่งพรูความไม่พอและความรู้สึกไม่ดีออกมา แต่พวกเขาก็จับมือผู้เขียนและกล่าวขอโทษไม่หยุด เพียงเพราะถ้อยคำขอโทษเท่านั้นเอง ทำให้ความรู้สึกไม่ดีในใจผู้เขียนหายไป และหลังจากนั้นผู้เขียนก็กลายเป็นลูกค้าประจำของร้าน และเป็นเพื่อนบ้านที่ยิ้มแย้มและทักทายกันอย่างสดใส ถ้าไม่ใช่เพราะถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความจริงใจคำนั้น สิ่งเหล่านี้ก็คงไม่เกิดขึ้น ถ้อยคำดี ๆ เพียงคำเดียวทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ตามมาอีกมากมาย

เรื่องที่ 6 ต้องการพื้นที่ว่าง

เวลาที่เราจัดบ้านหลายครั้งก็มักจะพบของที่เก็บจนลืม ในตู้เสื้อผ้าก็อาจจะมีเสื้อผ้าที่ไม่เคยหยิบมาใส่นานแล้ว บางคนยิ่งกว่านั้นคือเจอเสื้อผ้าที่ตั้งแต่ซื้อมายังไม่เคยใส่เลย ข้าวของต่าง ๆ มากมายในบ้านก็เป็นของที่เราหอบหิ้วเข้ามาสุมไว้นั่นเอง ผู้เขียนก็เช่นกัน เธอมีข้าวของในบ้านมากมาย แม้แต่ในกล่องยาก็มียาที่ไม่รู้ว่าเป็นยาอะไรและต้องกินยังไง ยาพวกนี้กองกันอยู่เต็มกล่อง เธอมักจะบอกกับตัวเองว่าจะลงมือจัดบ้าน ตั้งแต่ปีใหม่ก็คิดว่าจะจัดบ้านครั้งใหญ่ หรือสุดสัปดาห์ก็ตั้งใจว่าจะจัดบ้านให้ได้ แต่ก็ไม่ได้จัดสักที ทำได้แค่สะสมความตั้งใจไว้ เหมือนสัมภาระกองหนึ่งที่วางสุมไว้มุมหนึ่งในใจ จนกระทั่งเธอต้องสัญญากับตัวเองว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น วันหยุดที่จะถึงนี้จะต้องจัดบ้านให้ได้ สัมภาระที่สุมอยู่ในใจจะได้ลดลงสักที เพราะตอนนี้เธอต้องการพื้นที่ว่างในใจยิ่งกว่าพื้นที่ว่างในบ้านเสียอีก

เรื่องที่ 7 คนสองแบบ

ในสังคมเรามักจะมีคนอยู่สองแบบ แบบแรกคือคนที่ชอบพูดทุกอย่างในแง่ลบ และทุกช่วงเวลาของคนแบบนี้มักจะกลายเป็นปัญหาได้หมด เช่น เวลาขึ้นรถไฟใต้ดินแล้วคนเยอะก็โมโห เวลากินอาหารแล้วรสชาติไม่ถูกปากก็หงุดหงิดอารมณ์เสีย เวลาดูหนังไม่สนุกก็บ่นไม่หยุด คนแบบนี้มักจะมีคำพูดติดปากว่า “น่าหงุดหงิดชะมัด” ส่วนคนอีกแบบหนึ่งคือคนที่กินอาหารรสชาติจืดชืดก็พูดว่า “แบบนี้แหละดีต่อสุขภาพ” เวลาดูหนังก็พูดว่า “แค่ได้ดูหนังกับเธอก็สนุกแล้ว” หรือแม้แต่เจอแดดก็ยังพูดว่า “รู้สึกกระปรี้กระเปร่าดีจัง” เราเลือกได้ว่าเราจะเป็นคนแบบไหน และเราจะอยู่กับคนแบบไหน

เรื่องที่ 8 อุปนิสัยของท้องฟ้า

เด็ก ๆ มักจะชอบมองท้องฟ้า หรือแม้แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็อาจจะชอบมองท้องฟ้า บางคนก็หลงใหลความสวยงามของท้องฟ้า ผู้เขียนหนังสือบอกว่าท้องฟ้างดงามเพราะนิสัยดี ท้องฟ้าเปลี่ยนตัวเองเป็นสีดำเมื่อดวงดาวนับร้อยล้านดวงปรากฏเพื่อให้ดวงดาวสว่างไสวและโดดเด่น ท้องฟ้าเปลี่ยนตัวเองเป็นสีเทาเพื่อหยุดแสงแดดไม่ให้ขับไล่เม็ดฝน ท้องฟ้าเปลี่ยนตัวเองเป็นสีครามในวันที่ดวงอาทิตย์ลอยเด่นเพื่อให้ดวงอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้า ท้องฟ้ารู้สึกสละให้ผู้อื่นเจิดจ้ามากกว่าตัวเอง ดังนั้นเพียงแค่ได้ยินคำว่าท้องฟ้าและได้แหงนหน้ามองก็ทำให้จิตใจที่ห่อเหี่ยวกลับเบิกบานขึ้นมาได้ เช่นเดียวกับการให้หรือการเสียสละของคนเรา บางครั้งการให้จากคนหนึ่งอาจจะทำให้อีกคนหนึ่งหัวใจพองโต หรืออาจจะช่วยให้พ้นทุกข์ หรือแม้แต่บางครั้งการเสียสละเพียงเล็กน้อยจากคนหนึ่งอาจจะทำให้อีกคนมีชีวิตยืนยาวต่อไปได้ การให้และการเสียสละจึงมักสวยงามเสมอ

เรื่องที่ 9 เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ

ในเรื่องนี้ผู้เขียนได้เล่าวิธีกำจัดความเครียดสะสมแต่ละวันของตนเอง โดยเริ่มจากจดทุกสิ่งที่ทำให้เครียด ตัวอย่างเช่น

  1. นัดหมอฟันที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีก
  2. เสื้อผ้าที่ต้องซักมือ
  3. อาหารแช่แข็งที่กำลังจะหมดอายุ
  4. แยกขยะ
  5. ตอบข้อความ
  6. จ่ายค่าไฟออฟฟิศ

พอจดเสร็จแล้วก็เริ่มทำสิ่งที่จัดการง่ายที่สุดก่อน โดยเริ่มจากใช้โทรศัพท์มือถือจ่ายค่าไฟออฟฟิศ แล้วตอบข้อความ หลังจากนั้นก็เอาขยะไปแยกลงถังขยะแล้วก็ออกไปคลินิกทำฟัง ตอนกลับบ้านก็แวะซื้อต็อกโปกีไว้กินกับวุ้นเส้นห่อสาหร่ายทอด พอกลับถึงบ้านก็เอาวุ้นเส้นห่อสาหร่ายแช่แข็งมาทอดในกระทะจนเหลืองกรอบแล้วจิ้มกินกับต็อกโปกี หลังจากกินอิ่มก็พักผ่อน แล้วตอนอาบน้ำก็นำเสื้อที่ต้องซักมือเข้าไปซักด้วย พออาบน้ำสะอาดสดชื่นแล้วก็ตรงที่เตียง เพียงแค่นี้ก็สลัดความเครียดออกไป แล้วก็ทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างมีความสุข เป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากตอนเช้าอย่างสิ้นเชิง

เรื่องที่ 10 แผนก็คือไม่มีแผน

ปกติแล้วถ้าเราไปเที่ยว เราก็มักจะต้องวางแผนล่วงหน้า โดยเฉพาะเวลาไปต่างประเทศก็ยิ่งต้องวางแผนจองที่พัก ทำโปรแกรมท่องเที่ยวแต่ละวัน บางคนก็วางแผนละเอียดยิบแล้วก็ต้องเก็บให้ครบทุกอย่างที่เขียนไว้ ผู้เขียนได้เล่าว่าวันหนึ่งเธอตัดสินใจไปเที่ยวฮ่องกงกับเพื่อน ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะไปฮ่องกงเพราะไม่สนใจการช็อปปิ้งหรือความหรูหราของเมืองสักเท่าไหร่ แต่ที่เลือกไปเพราะตั๋วเครื่องบินราคาประหยัด ทั้ง ๆ ที่ไปฮ่องกงครั้งแรก แต่เธอกับเพื่อนก็ไม่ได้วางแผนการท่องเที่ยวไว้เลย แม้แต่ร้านอาหาร ถ้าเห็นร้านไหนมีคนท้องถิ่นเยอะตอนที่เดินเตร็ดเตร่อยู่ก็แวะเลย และเพราะไม่มีแผน ตลอดการเดินทางครั้งนั้นก็เลยดูลวก ๆ ไปหมด ลืมนั่นลืมนี่ ลืมของใช้ที่จำเป็น ต้องไปซื้อใหม่ ของใช้บางอย่างก็ต้องแบ่งกันใช้ แม้แต่จะชาร์จแบตก็ต้องสลับกันเพราะไม่มีหัวแปลงปลั๊กไฟ แถมยังไม่ได้เอาแบตเตอรี่สำรองไปด้วยก็เลยถ่ายรูปได้ไม่เยอะ แต่ผู้เขียนบอกว่าการท่องเที่ยวครั้งนั้นกลับเป็นการเดินทางท่องเที่ยวที่ทำให้เธอสบายใจ

หนังสือเรื่อง “วันนี้ฉันตัดสินใจจะให้เวลากับตัวเอง” เล่มนี้ ถึงแม้จะหนาเกินสองร้อยหน้า แต่พออ่านแล้วเพลินไปกับเรื่องราวสนุกและภาพน่ารักก็ใช้เวลาอ่านไม่อ่าน และที่สำคัญคือพออ่านจบแล้วก็รู้สึกอิ่มเอมใจกับเรื่องราวต่าง ๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังสือเล่มนี้จะได้รับคะแนนโหวตจากผู้อ่านให้เป็น Book of the Year

คลิกดูคลิปวีดีโอสรุปหนังสือ “วันนี้ฉันตัดสินใจจะให้เวลากับตัวเอง” ได้ที่นี่

ต้องการอ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ คลิกที่นี่ค่ะ

ขอให้สนุกกับการอ่านหนังสือและการเรียนภาษาเกาหลีนะคะ ^^