หนังสือเกาหลี

หนังสือขายดีในเกาหลี “เราจะเติบโตขึ้นทุกครั้งหลังฝนตก”

หนังสือ “เราจะเติบโตขึ้นทุกครั้งหลังฝนตก” แปลมาจากหนังสือภาษาเกาหลีชื่อ “아무것도 아닌  지금은 없다” เขียนโดย คุณคึลแบอู ผู้เขียนที่เคยผ่านความล้มเหลวในชีวิต ก่อนที่จะมาเป็นนักเขียนชื่อดัง แปลเป็นภาษาไทยโดย คุณตรองสิริ ทองคำใส และจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สปริงบุ๊ค

คลิกดูคลิปวีดีโอสรุปหนังสือ “เราจะเติบโตขึ้นทุกครั้งหลังฝนตก” ได้ที่นี่

คำศัพท์ภาษาเกาหลีน่ารู้

  •   아무 – ใด ๆ, ใด ๆ ก็ตาม
  •   아무것 – สิ่งใด ๆ, อะไรก็ตาม
  •   아니다 – ไม่ใช่
  •   지금 – ตอนนี้
  •   없다 – ไม่มี

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เป็นการบอกเล่าทิศทางหลุดพ้นจากปัญหาที่กำลังเผชิญได้จริงบนพื้นฐานจากเรื่องราวที่ผู้เขียนได้พบและได้ฟังปัญหาของคนมากกว่าสองพันคน

ข้อคิดเปลี่ยนความล้มเหลวเป็นความสำเร็จ

1. ตอนหมดแรงใจในชีวิต ไม่ต้องฝืนฮึดสู้ก็ได้

เวลาเปิดโทรศัพท์มือถือที่แบตเตอรี่หมด ไม่ใช่การกดปุ่มย้ำๆ ให้เครื่องติด แต่คือการชาร์จพลังงานให้เต็มแล้วค่อยกดปุ่มเปิดใหม่อีกครั้ง ชีวิตคนเราก็เหมือนกัน เวลาหมดพลังใจก็หยุดพัก ทำเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต้องทำจริง ๆ ในปริมาณที่น้อยที่สุด หยุดทุกกิจกรรมที่ฝืนทำ ต่อให้เป็นกิจกรรมเล็ก ๆ เช่น การออกกำลังกาย ถ้าไม่มีแรงกายแรงใจที่จะทำก็ไม่ต้องฝืน เพราะยิ่งฝืนก็ยิ่งทำให้เหนื่อยล้า อ่อนแรง เลิกฝืนรีดพลังใจ แล้วพักร่างกายกับหัวใจให้เต็มอิ่ม กล้าที่หยุดพัก พอพักกาย พักใจ เต็มที่แล้ว ถ้าใจอยากจะวิ่งใหม่ ค่อยลุกมาวิ่งต่อก็ยังไม่สาย

2. เปลี่ยนความกังวลเป็นความครุ่นคิด

ความกังวลกับการครุ่นคิดนั้นแตกต่างกัน ความครุ่นคิดมีไว้เพื่อแก้ปัญหา ส่วนความกังวลคือจิตใจระส่ำระสายฟุ้งซ่าน เราเปลี่ยนจากความกังวลเป็นความครุ่นคิดได้ เช่น ถ้าอยากจะเข้าทำงานที่บริษัทที่ดีแต่รับคนน้อยเหลือเกินทำให้เรากังวลว่าอาจจะไม่ได้ ก็เปลี่ยนเป็นครุ่นคิด จดจ่อหาทางเพื่อให้ได้งานที่นั่นแทน พอเราเพ่งสมาธิไปกับความครุ่นคิด ความกังวลก็จะลดลง ความครุ่นคิดเป็นสิ่งที่พาเราไปสู่ตัวตนที่ดีกว่า ส่วนความกังวลเป็นโจรปล้นเวลาในปัจจุบันของเราไป สำหรับบางคนถึงแม้จิตใจที่ชอบกังวลจะเปลี่ยนยาก แต่ถ้าค่อยเป็นค่อยไปทุกสิ่งก็เปลี่ยนแปลงได้

3. แก้นิสัยวางแผนแล้วผัดผ่อนตลอด

เวลาไฟไหม้ สมองเราไม่เคยคิดว่า “ไว้ค่อยหนีทีหลัง” แต่สมองจะสำนึกรู้ว่าการหนีสำคัญจริง ๆ และรีบส่งสัญญาณให้ร่างกายมีปฏิกิริยาทันที ถ้าเราอยากจะสั่งให้สมองรับรู้แบบนั้นบ้างและไม่ผัดผ่อนกับสิ่งที่อยากลงมือทำเราก็ต้องบอกกับสมองด้วยการพูดซ้ำ ๆ หรือจดใส่กระดาษ เช่น ถ้าตั้งเป้าว่าจะอ่านหนังสือทุกวัน ก็ตั้งใจเขียนเป้าหมายลงกระดาษโน้ต แล้วอ่านออกเสียงอย่างจริงจังจริงใจห้าครั้งต่อวัน พอเขียนและพูดอย่างจริงใจว่าเป็นสิ่งสำคัญแล้ว พอไม่ลงมือทำจิตใจก็จะกระสับกระส่าย ถ้าไม่ได้อ่านจิตใจก็จะไม่เป็นสุข เพราะสมองสำนึกรู้แล้วว่าเป็นสิ่งสำคัญ พอร่างกายไม่ลงมือปฏิบัติ สมองจึงส่งสัญญาณเตือนสู่จิตใจ ถ้อยคำเล็ก ๆ อาจจะเปลี่ยนชีวิตไม่ได้ แต่ถ้าถ้อยคำเล็ก ๆ นั้นเปลี่ยนพฤติกรรมได้ พฤติกรรมนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงชีวิต

4. จัดการความคิดที่สับสน

ความคิดคนเรามีหลายประเภท ประเภทที่ 1 ความคิดที่ไม่ต้องคิดก็ได้ เช่น มีบริษัทที่อยากเข้าไปทำงานหลายแห่งแต่กลัวสัมภาษณ์ไม่ผ่าน หรืออยากไปเที่ยวหลายที่แต่หดหู่เพราะกังวลว่าคงจะไม่ได้ไป ถ้ามีความคิดประเภทนี้ให้หยุดคิดไปเลยค่ะ ประเภทที่ 2 ความคิดที่ต้องคิด ความคิดประเภทนี้มีอยู่สองอย่างคือ ปัญหาที่ต้องแก้เดี๋ยวนี้และเรื่องที่เราทำได้ตอนนี้ ไม่ต้องมัวคิดเรื่องอดีตที่ผ่านมาแล้วหรือกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ถ้าอยากใช้ชีวิตให้ดีจริง ๆ ต้องคิดถึงวันเวลาในปัจจุบันที่เราต้องเติบโต และเรื่องต่าง ๆ ที่เราทำได้ ประเภทที่ 3 ความคิดที่ไม่รู้ว่าควรคิดต่อหรือเลิกคิดดี ถ้ามีความคิดแบบนี้ก็ลองคิดดูก่อน ถ้าคิดแล้วไม่มีคำตอบก็จัดเป็นประเภทที่ 1 คือความคิดที่ไม่ต้องคิด พอเราจัดประเภทความคิดได้แบบนี้แล้วเราก็จะไม่เสียเวลาคิดเรื่องที่ไม่ควรคิด จิตใจก็จะไม่สับสนวุ่นวาย พอนอนหลับได้ด้วยจิตใจสงบก็จะตื่นนอนในเช้าวันใหม่ด้วยพลังกายและพลังใจที่พร้อมจะก้าวต่อไป

5. เป็นเท่าที่คุณเป็น ไม่ต้องเพิ่มเติม

ชีวิตมีแบบทดสอบมากมายให้เราต้องก้าวผ่าน ถึงแม้วันนี้จะเหนื่อยล้าจนเดินต่อไปไม่ไหวแต่ความจริงแล้วก็ยังเหลือทางเดินให้เดินต่อได้อีกยาวไกล ถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นผู้ชนะเสมอแต่ก็อย่าเป็นผู้แพ้ที่ถอดใจ สิ่งสำคัญบนเวทียิ่งกว่าการเป็นผู้แพ้หรือชนะ คือการทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ ทำที่เราไหว เท่าที่เราฝึกซ้อมมาโดยตลอด

6. เปลี่ยนความคิดจาก “ทำไม” เป็น “อย่างไร”

การหมกมุ่นกับคำถามว่า “ทำไมถึงเป็นแบบนั้น” จะทำให้เกิดความคิดมากมายตามมา แล้วก็เป็นความคิดที่ไม่ได้ช่วยรักษาบาดแผล เช่น ถ้ามีคนทำร้ายเราด้วยคำพูดทิ่มแทง แล้วเราก็มัวแต่ย้ำคิดว่า ทำไมเขาทำแบบนั้น เราก็จะมีแต่ความคาดเดาในแง่ลบแล้วก็มัวแต่ย้อนมองบาดแผลจนก้าวต่อไปไม่ได้ สาเหตุที่เรายึดติดกับคำว่า ทำไม เพราะไม่อยากยอมรับความจริงตามที่เป็น เพราะไม่อยากยอมรับความจริงว่ามีคนไม่ชอบเรา เพราะไม่อยากยอมรับว่ามีคนปฏิบัติต่อเราอย่างไม่แยแส เพราะไม่อยากยอมรับว่ามีใครบางคนชอบคนอื่นมากกว่าเรา ลองเปลี่ยนมาถามว่า แล้วอย่างไรต่อ

7. ตามหาความฝันที่พอดีกับตัวเรา

ความฝันกับความรักมีความคล้ายกันคือ คนที่ใคร ๆ แนะนำว่าดีแสนดี เมื่อลองพบกันจริง ๆ แล้ว เราอาจจะเฉยๆ กับเขา หรือเข้ากันไม่ได้ เราจึงต้องตามหาความฝันที่พอดีกับตัวเราเอง อย่าฝากให้คนอื่นตัดสินใจแทน เราต้องเลือกด้วยตัวเอง เพราะคนที่รู้จักเราดีที่สุดในโลก ไม่ใช่พ่อแม่ ไม่ใช่เพื่อน แต่คือตัวเราเอง

8. แข็งแกร่งสง่างามและองอาจอยู่เสมอ

คนแข็งแกร่งไม่ได้หมายถึงคนที่ไม่มีข้อด้อยเพราะไม่มีใครในโลกนี้ที่ไม่มีข้อด้วย แต่คนแข็งแกร่งคือคนที่ก้าวเดินต่อในชีวิตของตัวเองอย่างมั่นคง แม้จะมีข้อด้อยหรือข้อบกพร่อง ไม่สำคัญหรอกว่าชีวิตเราจะมีข้อด้อยหรือขาดตกบกพร่อง แต่สิ่งสำคัญคือบกพร่องแล้วยังไปต่อไหวมั้ย ถ้าเกิดมาพร้อมกับข้อด้อยก็ให้โอกาสตัวเองเพื่อพิชิตข้อด้อยนั้น ถ้ารู้ถึงความบกพร่องของตัวเองก็ให้เวลากับตัวเองเพื่อเติมเต็มความบกพร่องนั้น

9. ความสำเร็จเล็ก ๆ นำไปสู่เป้าหมายใหญ่

ถ้ารู้ตัวว่ามีความมั่นใจต่ำ ให้ถามตัวเองว่า ตอนนี้ทำอะไรได้บ้าง แล้วเริ่มตั้งเป้าหมายจากตรงนั้น ตั้งเป้าหมายให้พอดี ๆ หรือสูงกว่าความสามารถเรา   นิดหน่อย แม้เป้าหมายจะเล็กแต่เมื่อทำสำเร็จ ก็เพียรพยายามตั้งเป้าหมายเล็กถัดไปและทำให้สำเร็จอีก เมื่อสะสมความสำเร็จเล็ก ๆ เหล่านี้ให้มากขึ้นก็จะประสบความสำเร็จและมั่นใจที่จะบอกกับตัวเองได้ว่า “ฉันคือคนที่ทำได้ทุกเรื่อง”

10. ทุกเรื่องที่เคยคิดว่าสายนั้น ยังไม่สาย

การสายเกินไป จริง ๆ คือการคิดว่าสายแล้วและหนีจากสิ่งนั้นตลอดกาล การเริ่มต้นใหม่เร็วที่สุดในชีวิตเราคือวันนี้เสมอ ลุกขึ้นมาตอนนี้แล้วก้าวต่อไปทันที ความสำเร็จรออยู่ข้างหน้าแน่นอน

ขอให้สนุกกับการอ่านหนังสือและการเรียนภาษาเกาหลีนะคะ ^^

ต้องการอ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ คลิกที่นี่ค่ะ