ภาษาเกาหลี

แนะนำหนังสือ : คำที่พูดมาเยียวยากว่าโซจู

หนังสือ “คำที่พูดมาเยียวยากว่าโซจู” เป็นหนังสือที่แปลมาจากหนังสือภาษาเกาหลีที่ชื่อว่า “나를 살리는 말들” เขียนโดย คุณอีซอวอน นักจิตวิทยาและผู้ให้คำปรึกษา แปลเป็นภาษาไทยโดย คุณธัชชา ธีรปกรณ์ชัย และจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ บลูม พับลิชชิ่ง

คลิกดูคลิปวีดีโอสรุปหนังสือ “คำที่พูดมาเยียวยากว่าโซจู” ได้ที่นี่

ชื่อหนังสือในภาษาเกาหลี “나를 살리는 말들” มีความหมายว่า “คำพูดที่ทำให้ฉันมีชีวิตอยู่”

  • 나를 살리는 말들 – คำพูดที่ทำให้ฉันมีชีวิตอยู่
  • 나 – ฉัน
  • 살다 – มีชีวิต, ใช้ชีวิต
  • 살리다 – ช่วยชีวิต, ทำให้มีชีวิต
  • 말 – คำพูด
  • 말하다 – พูด

หนังสือ “คำที่พูดมาเยียวยากว่าโซจู” ได้เสนอวิธีคิดและวิธีพูดผ่านเรื่องเล่าในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยแบ่งเป็น 3 บท

บทที่ 1 การใช้คำพูดที่ทำให้มีแรงใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเอง

เช่น คำพูดที่พ่อบอกกับลูกชายว่า “พ่ออยู่ข้างหลังลูกเสมอนะ” เป็นคำพูดเพื่อให้ลูกก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจและไว้วางใจ โดยมีพ่อแม่เป็นรากฐานความเชื่อมั่นของลูก เมื่อลูกมีความเชื่อนี้ก็จะทำให้มีพลังในการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความมั่นใจ

นอกจากนี้ก็มีตัวอย่างของคำชม ซึ่งบางครั้งการพลิกแพลงคำชมก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มอบความกล้าให้ใครบางคนได้ อย่างที่ผู้เขียนได้เล่าว่าได้รับเชิญไปจัดรายการวิทยุแต่รู้สึกกังวลว่าตนเองยังไม่เก่งพอ จึงปรึกษาอาจารย์ อาจารย์ก็บอกว่า “ถ้าคนที่ไปออกรายการแทนเขาไม่เชี่ยวชาญเหมือนเธอล่ะ” คำพูดของอาจารย์ทำให้ผู้เขียนตอบรับไปจัดรายการวิทยุทันที

บทที่ 2 สถานการณ์การใช้คำพูดเพื่อชีวิตที่ต้องต่อสู้

ตัวอย่างที่น่าสนใจในบทนี้ เป็นเรื่องของคุณลุงวัยหกสิบปลาย ๆ ที่ดื่มโซจูจนเมาทุกวัน คุณอีซอวอนผู้เขียน ถามคุณลุงว่า เวลาคุณลุงเหนื่อยหรือท้อแท้ใจ มีใครรับฟังคุณลุงบ้างมั้ย คุณลุงก็บอกว่าไม่มีเลยสักคน คุณอีซอวอนก็เลยบอกว่า “มีนะครับ ยังมีโซจูอยู่นี่ครับ แม้ว่าคนอื่นจะหันหลังให้ แต่ก็ยังมีโซจูอยู่เคียงข้าง คอยรับฟังและรับรู้ความรู้สึกของคุณลุง แต่ก็เป็นตัวร้ายที่ทำให้คุณลุงเสียเวลา เสียเงินทอง ทำให้คุณลุงลำบากด้วย”

หลังจากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ เมื่อคุณอีซอยอนพบกับคุณลุงอีกครั้ง คุณลุงมาด้วยใบหน้าแจ่มใส แล้วบอกว่า “ผมไม่ได้ยอมแพ้ให้โซจู ผมไม่ดื่มมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว ไม่ดื่มแม้แต่หยดเดียว” คุณอีซอวอนบอกว่าผู้คนที่มีปัญหาและมีโซจูอยู่เคียงข้างก็มักจะได้ยินคนอื่น ๆ บอกเหตุผลมากมายที่ควรเลิกดื่ม และพร่ำบ่นว่าทำไมจึงเลิกดื่มไม่ได้สักที แต่ที่จริงแล้วเมื่อคนเหล่านั้นมีปัญหาเราต้องช่วยให้เขามีแรงใช้ชีวิตก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อเขาเปิดใจและยินดีรับฟังแล้ว เขาก็จะหาหนทางกำจัดสิ่งไม่ดีนั้นออกไปเอง

บทที่ 3 คำพูดที่ดีต่อใจของกันและกัน

ในบทนี้ผู้เขียนได้เล่าเรื่องราวการพูดในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งคำที่พูดแล้วทำให้ผู้ฟังรู้สึกเจ็บปวด และคำพูดที่ดีต่อใจ

เช่น ตัวอย่างของผู้ชายคนหนึ่งที่พยายามจะฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดน้ำที่สะพานมาโพ เขาเล่าให้ตำรวจฟังว่า เขาพยายามลาออกจากงานหลายครั้ง เพราะต้องทำงานภายใต้แรงกดดันมหาศาล แต่ทุกครั้งภรรยาก็จะยื้อให้เขาทำงานงานต่อ โดยใช้คำพูดว่า “ทน ๆ ทำไปเถอะ” วันนั้นทนไม่ไหวและตัดสินใจจะฆ่าตัวตาย ตำรวจก็ปลอบใจ และเมื่อเขากลับไปที่บ้านและเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ภรรยาฟัง ภรรยาก็พูดเหมือนเดิมว่า “ทน ๆ ทำไปเถอะ” วันนั้นเขาตัดสินใจยื่นใบลาออกพร้อมกับยื่นฟ้องหย่า

ในชีวิตของแต่ละคนไม่มีใครดีไปตลอด ต้องมีเรื่องแย่ ๆ เกิดขึ้นบ้าง คนที่เป็นแรงใจก็คือคนใกล้ตัว เช่น พ่อแม่ สามีภรรยา พี่น้อง ต่อให้เหนื่อยยากแค่ไหนถ้ามีคนใกล้ตัวคอยให้กำลังใจก็ย่อมมีแรงพร้อมสู้ต่อ อย่างในกรณีของชายคนนี้ คำที่สามีอยากได้ยินอาจจะเป็นคำพูดว่า “ไม่ต้องทนแล้ว ลองหาทางอื่นกันดีมั้ย” คำพูดของภรรยาที่บอกว่า “ทน ๆ ทำไปเถอะ” เป็นการผลักสามีให้ตกลงจากสะพาน แต่ถ้าพูดว่า “ลาออกได้แล้ว” อาจจะให้ช่วยให้รถของสามีแล่นผ่านสะพานไปได้

ในแต่ละบทของหนังสือเล่มนี้ยังมีเรื่องเล่า สถานการณ์ และตัวอย่างการใช้คำพูดอีกมากมาย แต่ละเรื่องราวเหล่านี้ชวนให้คิดว่า เราทุกคนรู้ดีว่าคำพูดมีความสำคัญ แต่บางครั้งอารมณ์ อคติ หรือความเห็นแก่ตัว อาจจะทำให้เราพลั้งเผลอพูดจาร้าย ๆ ใส่กันและกัน จึงขอเชิญชวนให้พวกเราทุกคนหยิบยื่นคำพูดดีๆ หรือคำปลอบโยนให้กันและกัน

เพราะคำเหล่านั้นเป็นคำที่ทุกคนต้องการได้ยินเพื่อเยียวยาจิตใจ ทำให้มีพลังในการใช้ชีวิตให้ดีต่อไป และถ้าวันไหนที่รู้สึกทุกข์ร้อนใจ เศร้าใจ หนังสือเล่มนี้ก็อาจเป็นเพื่อนที่ช่วยเยียวยาจิตใจและช่วยให้เรามีแรง มีพลัง ลุกขึ้นมาก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง

ขอให้สนุกกับการอ่านหนังสือและการเรียนภาษาเกาหลีนะคะ ^^

ต้องการอ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ คลิกที่นี่ค่ะ